เราพร้อมนำพาคุณสู่ความสำเร็จในการผลิตดิจิทัล
ด้วยแนวคิด SMKL (Smart Manufacturing Kaizen Level)
ด้วยแนวคิด SMKL (Smart Manufacturing Kaizen Level)
SMKL คือดัชนีประเมินระดับการใช้ข้อมูลในโรงงาน ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจด้านการลงทุนได้โดยแสดงให้เห็นวัตถุประสงค์ ผลกระทบ และความเชื่อมโยงของแต่ละขั้นตอนการลงทุนในการพัฒนาโรงงานให้ชาญฉลาดยิ่งขึ้น
SMKL ประเมินระดับการผลิตดิจิทัลโดยใช้แกนหลัก 2 แกน: แกนหนึ่งคือระดับความพร้อม (maturity level) และอีกแกนคือระดับการบริหารจัดการ (management level)
Maturity Level;
ระดับของการมองเห็นข้อมูล
ระดับการมองเห็นข้อมูลจะแสดงผ่าน maturity level ซึ่งอยู่บนแกนตั้งของโมเดล SMKL โดยกำหนดให้ Level A คือ “Data collection”, Level B คือ “Visualization”, Level C คือ “Analysis” และ Level D คือ “Optimization”
Management Level;
ระดับของรายละเอียดในสิ่งที่ต้องบริหารจัดการ
แกนนอนแสดงระดับความละเอียด (granularity) หรือระดับของรายละเอียดในสิ่งที่ต้องจัดการ โดยกำหนดให้ Level 1 คือ “Worker” ของบริษัท, Level 2 คือ “Workplace”, Level 3 คือ “Factory” และ Level 4 คือ “Whole supply chain”
คุณค่าของ SMKL
- เริ่มต้นการ “ทำให้ฉลาดขึ้น” (smartification) จากจุดที่เหมาะสมที่สุด ตามระดับปัจจุบันและเป้าหมายของแต่ละโรงงาน
- แนวทางแบบโมดูลาร์ช่วยให้สามารถดำเนินการ “smartification” ได้แบบเป็นขั้นตอน
- การคำนวณและการวัด ROI ที่ได้ในแต่ละขั้นตอนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการตัดสินใจในการลงทุน
- สามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับจุดปฏิบัติงานไปจนถึงทั้งโรงงาน และทั้งห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาทางธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ (รองรับการแก้ปัญหาด้านการบริหารที่หลากหลาย)
ตัวอย่างที่ 1: การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต
ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตด้วยการลดความแปรผันของประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ผ่านการ “มองเห็น” ขั้นตอนการทำงาน (Visualization)
ผลลัพธ์
ประสิทธิภาพการผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้น 30%
- เวลาฝึกอบรมพนักงานลดลง 65%
- สลับการผลิตระหว่างรุ่นได้เร็วขึ้น 18%
- เวลาในการประกอบลดลงเฉลี่ย 12%
ระดับ D
การปรับใช้ข้อมูล
เพิ่ม ROI แบบเป็นขั้นตอนด้วยการใช้ SMKL
ระดับ C
การวิเคราะห์
ระดับ B
การแสดงผลข้อมูล
ระดับ A
การเก็บข้อมูล
ระดับ 1
คนงาน
ระดับ 2
สถานที่ทำงาน
ระดับ 3
โรงงาน
ระดับ 4
ห่วงโซ่อุปทาน
“Maturity Model” เป็นรูปแบบการวิเคราะห์ที่เป็นที่รู้จักกันดีและยังทำให้ผู้อ่านนึกถึงการวิเคราะห์ในเชิงผู้บริหารระดับสูง ซึ่งถือว่าเป็นคำที่เหมาะสมในการใช้อธิบาย… เพราะจริง ๆ แล้วมันก็คือ maturity model!
การลงทุนอย่างต่อเนื่องแบบไม่พิจารณาอาจเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจที่ไม่ดี แต่การลงทุนให้ยั่งยืนหมายถึงการที่มันสามารถสร้างผลตอบแทนได้ด้วยตัวเองและยังคงสร้างคุณค่าอย่างต่อเนื่อง — การลงทุนต่อเนื่องเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าจะเกิดประโยชน์ แต่รับประกันแค่ “ต้นทุน”
ปัญหา
ประสิทธิภาพการผลิตต่ำและการจัดการต้นทุนที่ควบคุมไม่ได้
- ความเร็วในการทำงานและความผิดพลาดแตกต่างกันไปตามพนักงานแต่ละคน
- ไม่สามารถระบุได้ว่าพนักงานคนใดทำผิดพลาด และเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน
การนำไปใช้
นำเครื่องมือช่วยสนับสนุนขั้นตอนการประกอบมาใช้ในพื้นที่ทำงาน
- แสดงตัวอย่างขั้นตอนการทำงาน
- เก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับชั่วโมงการทำงานและความผิดพลาด
การปรับปรุง
ลดต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงาน ผ่านการลดความผิดพลาดในการทำงาน
- เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานด้วยการทำงานที่รวดเร็วขึ้น และลดความผิดพลาดในการประกอบ
- มองเห็นสถานะการทำงานของพนักงานทุกคน ระบุความผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อยเพื่อนำไปปรับปรุงกระบวนการหรือการออกแบบ รวมถึงระบุผู้ที่ต้องได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติม
- ลดการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็นและการตรวจสอบซ้ำที่เกินความจำเป็น
Based on this result, we will realize overall cost reduction by expanding the investment target to the entire factory.
ตัวอย่างที่ 2: การลดต้นทุน
ทำความเข้าใจการใช้พลังงานและลดต้นทุนผ่านมาตรการประหยัดพลังงาน
ผลลัพธ์
ประหยัดพลังงานประมาณ 800,000 เยนต่อปี
- มูลค่าการลงทุน (สำหรับติดตั้งระบบ): 2,000,000 เยน
- คืนทุนภายในไม่ถึง 30 เดือน
ระดับ D
การปรับใช้ข้อมูล
เพิ่ม ROI แบบเป็นขั้นตอนด้วยการใช้ SMKL.
ระดับ C
การวิเคราะห์
ระดับ B
การแสดงผลข้อมูล
ระดับ A
การเก็บข้อมูล
ระดับ 1
คนงาน
ระดับ 2
สถานที่ทำงาน
ระดับ 3
โรงงาน
ระดับ 4
ห่วงโซ่อุปทาน
“Maturity Model” เป็นรูปแบบการวิเคราะห์ที่เป็นที่รู้จักกันดีและยังทำให้ผู้อ่านนึกถึงการวิเคราะห์ในเชิงผู้บริหารระดับสูง ซึ่งถือว่าเป็นคำที่เหมาะสมในการใช้อธิบาย… เพราะจริง ๆ แล้วมันก็คือ maturity model!
การลงทุนอย่างต่อเนื่องแบบไม่พิจารณาอาจเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจที่ไม่ดี แต่การลงทุนให้ยั่งยืนหมายถึงการที่มันสามารถสร้างผลตอบแทนได้ด้วยตัวเองและยังคงสร้างคุณค่าอย่างต่อเนื่อง — การลงทุนต่อเนื่องเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าจะเกิดประโยชน์ แต่รับประกันแค่ “ต้นทุน”
ปัญหา
การใช้พลังงานสูงและต้นทุนการดำเนินงานที่มาก
- ไม่สามารถมองเห็นการใช้พลังงานของแต่ละไลน์หรือแต่ละอุปกรณ์ได้
- ไม่สามารถระบุได้ว่าความสูญเสียเกิดขึ้นที่จุดใด
การนำไปใช้
วัดการใช้พลังงานของแต่ละไลน์และอุปกรณ์ พร้อมแสดงผลในแดชบอร์ด
การปรับปรุง
การควบคุมการใช้พลังงานได้สำเร็จ
- สามารถระบุและวิเคราะห์เครื่องจักร/ตำแหน่งที่มีการใช้พลังงานสูงกว่าที่คาดไว้ได้
- สามารถดำเนินมาตรการควบคุมเพิ่มเติมในระดับเครื่องจักรหรือระดับไลน์ พร้อมความยืดหยุ่นในการดำเนินการป้องกันชั่วคราวเมื่อเกิดสภาวะผิดปกติ จนกว่าสถานการณ์จะได้รับการแก้ไข
จากผลลัพธ์นี้ ทำให้สามารถลดต้นทุนโดยรวมได้สำเร็จ และจะนำการเปลี่ยนแปลงนี้ไปใช้กับทั้งโรงงาน